วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

                                                        👉 💚 บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 5 💚👈

             14  กันยายน 2563


ความรู้ที่ได้รับในวันนี้

กิจกรรมที่1 

    อาจารย์ให้นักศึกษาลองร้องเพลงเก็บเด็ก เพลงที่ใช้สำหรับเด็กปฐมวัย ทดสอบความรู้เดิมในการร้องเพลงอาจารย์ได้สอนวิธีและเทคนิคการร้องเพลงที่ถูกต้อง โดยให้ลองร้องเป็นกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ 


กิจกรรมที่2

     อาจารย์ให้นักศึกษาออกมานำเสนอกิจกรรมศิลปะที่ให้ไปค้นคว้าในสัปดาห์ที่แล้วออกมานำเสนอมาว่าอะไรมาบ้างให้เพื่อนๆและอาจารย์ได้ฟังและเห็นภาพ  และให้อาจารย์ได้แนะนำเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆที่หามาว่ามีข้อบกพร่องหรือมีอะไรที่ควรเสริมอะไรตรงไหนบ้าง

การประเมิน

ประเมินตนเอง:ตั้งใจฟังอาจารย์สอนดีและมีส่วนร่วมในการตอบคำถามและแสดงความคิดเห็น

ประเมินเพื่อน:เพื่อนๆในห้องตั้งใจฟังไม่ค่อยคุยกันและตอบคำถามดี     

ประเมินอาจารย์:ถ่ายทอดความรู้ได้ดีมีคำถามชวนให้คิด 




วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

                                                  👉 💚 บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 4 💚👈

             31 สิงหาคม 2563


ความรู้ที่ได้รับในวันนี้

    อาจารย์ให้นักศึกษาจัดเก้าอี้เป็นครึ่งวงกลม อาจารย์ให้นักศึกษาบอกชื่อตนเองแต่แนะนำเป็นการทำเสียงด้วยอวัยวะในร่างกายของตัวเราในแต่ละพยางค์

ส่วนที่ 1 ใช้อวัยวะได้ทุกส่วนของร่างกาย

ส่วนที่ 2 ใช้อวัยวะทุกส่วนให้เกิดเสียง ห้ามใช้มือ

ส่วนที่ 3 ใช้เท้าในการทำให้เกิดเสียง

กิจกรรมนี้สามารถช่วยพัฒนากระบวนการคิดของเด็ก EF ของเด็ก

EF  (Executive Functions)

ทักษะสมอง EF (Executive Functions) คือ ชุดกระบวนการคิด ที่ทำงานในสมองส่วนหน้าของเรา ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อข้อมูลจากประสบการณ์ในอดีตเข้ากับปัจจุบัน ทำให้รู้สึกยั้งคิดยั้งใจ ชะลอความอยาก กำกับพฤติกรรมและอารมณ์ของเราได้ ช่วยปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป สามารถตัดสินใจ แก้ปัญหา วางแผนบริหารจัดการงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง

ทักษะสมอง EF ประกอบด้วย 9 ด้าน ได้แก่

💓ทักษะการจำเพื่อใช้งาน (Working Memory)

💓ทักษะยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibition)

💓ทักษะยืดหยุ่นความคิด (Shift/Cognitive Flexibility)

💓ทักษะควบคุมอารมณ์ (Emotional Control)

💓ทักษะจดจ่อใจใส่ (Focus/Attention)

💓ทักษะติดตามประเมินตนเอง (Self-Monitoring)

💓ทักษะริเริ่มและลงมือทำ (Initialing)

💓ทักษะวางแผนและจัดระเบียบดำเนินการ (Planning and Organizing)

💓ทักษะมุ่งเป้าหมาย (Goal-Directed Persistence)


กิจกรรมที่2  

     อาจารย์ให้นักศึกษาเต้นประกอบเสียงดนตรี "เพลง Chicken Dance" จากนั้นเป็นกลุ่มกลุ่มละ 7คนแล้วช่วยกันคิดท่าประกอบเสียงดนตรี 

การประเมิน

ประเมินตนเอง:ตั้งใจฟังอาจารย์สอนดีและมีส่วนร่วมในการตอบคำถาม

ประเมินเพื่อน:เพื่อนๆในห้องตั้งใจฟังไม่ค่อยคุยกัน เฮฮาและสดใส         

ประเมินอาจารย์:เป็นกันเองและถ่ายทอดความรู้ได้ดี 




                                                   👉 💚 บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3 💚👈

             24 สิงหาคม 2563


ความรู้ที่ได้รับในวันนี้

          สัปดาห์ที่แล้วอาจารย์ได้แบ่งกลุ่ม กลุ่มล่ะ 5 คนให้จัดทำหน่วยที่จะใช้สอนเด็กกลุ่มของดิฉันทำหน่วย เมืองไทยที่รัก 

ส่วนประกอบในหน่วยที่ต้องมีคือ

- หลักการการคิดในการเลือกเนื้อหาใช้สอนในหน่วย

- เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก

- สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก

- เรื่องที่เด็กสนใจ/ส่งผลกระทบกับตัวเด็ก

กิจกรรมที่2

อาจารย์ได้ยกตัวอย่างการจัดประสบการณ์ "หน่วย ข้าว"

วันจันทร์ (ชนิดของข้าว)

วันอังคาร (ลักษณะของต้นข้าว/ส่วนประกอบของต้นข้าว

วันพุธ (การเปรียบเทียบความเหมือนความแตกต่าง)

           💓  ➧ขั้นแรก ทำเป็น2ตาราง เพื่อให้เห็นว่าข้าวแต่ละชนิดเป็นอย่างไร

           💓  ➧ขั้นสอง เปรียบเทียบว่า มีสิ่งใดเหมือนหรือแตกต่างกันบ้าง

วันพฤหัสบดี(ประโยชน์ของข้าว)

วันศุกร์ (กระบวนการที่จะเป็นข้าว นำมารับประทาน)




กิจกรรมที่3

อาจารย์แจกกระดาษคนละ1แผ่นเขียนแผนการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมกลุ่มในกลุ่มรับผิดชอบในแต่ละวัน และคิดกิจกรรมให้มีความสอดคล้องกัน จากนั้นเมื่อทุกคนเขียนแผนของตนเสร็จจัดเก้าอี้เป็นครึ่งวงกลมให้แต่ละกลุ่มออกมาสาธิตวิธีการสอน ซึ่งให้เพื่อนๆเล่นบทบาทสมมุติเป็นเด็ก

การประเมิน

ประเมินตนเอง:ตั้งใจฟังอาจารย์สอนดีและมีส่วนร่วมในการตอบคำถามกับอาจารย์และคิดตามที่อาจารย์พูด

ประเมินเพื่อน:เพื่อนๆในห้องตั้งใจฟังไม่ค่อยคุยกัน         

ประเมินอาจารย์:ให้คำถามชวนให้นักศึกษาคิดได้ดีและต่อเติมความคิดให้นักศึกษาได้ดี 





                                                      👉 💚 บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 2 💚👈

             17 สิงหาคม 2563

ความรู้ที่ได้รับในวันนี้
วันนี้เป็นการเรียนการสอนคาบแรกในรายวิชาการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย 
อาจารย์ให้นั่งเป็นกลุ่มตามโรงเรียนที่ไปสังเกตการสอนและให้นักศึกษาแต่ละโรงเรียนเล่าถึงกิจกรรมที่เจอในตอนสังเกตการสอน โดยแต่ละโรงเรียนก็จะมีกิจกรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งที่อาจารย์ได้แนะนำคือ หลังเสร็จ กิจกรรมหน้าเสาธง ควรมีการทำกิจกรรม Home Room เพื่อให้ครูและเด็กได้พบปะพูดคุยกันอาจจะมีกิจกรรมเล่าข่าว หรือ กิจกรรมให้เด็กนำสิ่งของที่ตนเองรักที่สุดมาเล่าให้เพื่อนๆฟังเพื่อช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาให้แก่เด็ก แล้วจึงตามด้วย 6 กิจกรรมหลัก ซึ่งกิจกรรมหลัก 6 กิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย
       1.กิจกรรมกลางแจ้ง
       2.กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ
       3.กิจกรรมเสริมประสบการณ์
       4.กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
       5.กิจกรรมเสรี
       6.กิจกรรมเกมการศึกษา

💜การจัดการเรียนรู้ตามนวัตกรรมการสอน💜

1.การสอนแบบมอนเตสซอรี่

2.การศึกษาวอลดอร์ฟ 

3. การสอนแบบไฮสโคป

4.การสอนแบบโครงการ (Project Approac )

💙หลักการจักการศึกษา💙

           
1. การทำซ้ำ ( Repetition) เด็กควรได้มีโอกาสทำสิ่งต่างๆซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนการกระทำนั้นซึมลึกลงไปในกายและจิตจนเป็นนิสัย

2. จังหวะที่สม่ำเสมอ( Rhythm ) กิจกรรมในโรงเรียนต้องเป็นไปตามจังหวะสม่ำเสมอเหมือนลมหายใจเข้า – ออก ยามจิตใจสงบและผ่อนคลาย เด็กจะได้รู้สึกมั่นคงและปลอดภัย

3. ความเคารพและการน้อมรับคุณค่าของทุกสิ่ง (Reverence)

                       กิจกรรมที่2 อาจารย์ได้ให้แนวทางการเลือกเพลงใช้เก็บเด็ก 
เพลงเก็บเด็ก เพลงมือกุมกัน และ เพลงนั่งสมาธิ โดย ศาสตราจารย์ อำไพ สุจริตกุล 

เพลง มือกุมกัน 

มือกุมกันแล้วก็ยืนตรงๆ (ซ้ำ) 

ยืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ ยืนตรง

เพลง นั่งสมาธิ

นั่งขัดสมาธิให้ดี        สองมือวางทับกันทันที

หลับตาตั้งตัวตรงสิ        ตั้งสติให้ดี

ภาวนาในใจ       พุทโธ พุทโธ พุทโธ

กิจกรรมที่3  อาจารย์ได้มอบหมายงาน ให้ทำงานกลุ่มเกี่ยวกับ 

"กิจกกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ" อาจารย์แจกกระดาษ 1 แผ่น สีกลุ่มล่ะ 1 กล่อง 




การประเมิน
ประเมินตนเอง:ตั้งใจฟังอาจารย์สอนดีและมีส่วนร่วมในการตอบคำถามกับอาจารย์

ประเมินเพื่อน:เพื่อนๆในห้องและภายในกลุ่มให้ความร่วมมือได้อย่างดี

ประเมินอาจารย์:ให้คำถามชวนให้นักศึกษาคิดได้ดี



                                                    👉 💚 บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 1 💚👈

             10 สิงหาคม 2563


วันนี้อาจารย์ให้นักศึกษา หาวิจัย บทความ และสื่อที่ใช้ในการสอนมา โดยที่จะต้องไม่ซ้ำกับวิจัย

หรือบทความของเพื่อน หัวข้อเกี่ยวกับรูปแบบการสอนที่นำมาพัฒนาเด็กและนำมาเขียนสรุปในบล็อค


 

ตัวอย่างการสอน

เรื่อง ปฐมวัย เรียนรู้แบบ "มอนเตสเซอรี่"



 

สรุปบทความ

เรื่อง การส่งเสริมทักษะทางภาษาสำหรับเด็กด้วยการสอนภาษาแบบองค์รวม (Whole Language)

       การสอนภาษาแบบองค์รวม (Whole Language Approach)  เป็นนวัตกรรมในการสอนภาษาที่นักการศึกษารวมกับนักภาษาศาสตร์คิดค้นขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการเรียนภาษาของเด็ก ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่ว่าธรรมชาติของเด็กนั้น เกิดมาพร้อมกับความสามารถในเรียนรู้ทักษะทางภาษาได้ด้วยตัวเองจากประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ผ่านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ซึ่งตรงข้ามกับแนวการสอนภาษาแบบเดิมที่เน้นการท่องจำ ซึ่งทำให้เด็กมีทักษะทางภาษาที่จำกัด นอกจากนี้การท่องจำและการเร่งอ่านเขียนในเด็กยังส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กในระยะยาวอีกด้วย ทำให้การสอนภาษาแบบองค์รวมนี้ จึงเป็นแนวทางที่สำคัญในการส่งเสริมทักษะทางภาษาให้กับเด็ก โดยไม่ไปขัดขวางพัฒนาการที่เหมาะสมของเด็ก ทำให้เด็กมีความสุขในการเรียนรู้  และมุ่งเน้นให้เด็กมีความเข้าใจในพัฒนาการทาง โดยจะต้องเกิดขึ้นจากศูนย์กลางความคิดและประสบการณ์ของเด็กเอง

สำหรับหลักการสำคัญของการสอนภาษาแบบธรรมชาติ สามารถสรุปรวมจากนักการศึกษาหลายท่านที่ได้อธิบายไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้  ได้ดังนี้

            - การจัดสภาพแวดล้อม เน้นให้เด็กได้คุ้นเคยกับการใช้ภาษาอย่างมีความหมายและเป็นองค์รวม

            - การสื่อสารที่มีความหมาย ควรให้เด็กมีโอกาสสื่อสารโดยมีพื้นฐานจากประสบการณ์จริงที่มีความหมายต่อเด็ก

            - การเป็นแบบอย่าง ครูผู้สอนจะต้องให้เด็กเห็นประโยชน์ของการใช้ภาษา จะต้องอ่านและเขียนโดยมีจุดมุ่งหมายในการใช้จริงให้เด็กเห็น

            - การตั้งความคาดหวัง ครูควรเชื่อมั่นว่าเด็กมีความสามารถในการอ่านและการเขียนตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้น เด็กจึงควรได้รับโอกาสที่จะอ่านและเขียนตั้งแต่วันแรกที่มาโรงเรียน และที่สำคัญคือครูไม่ควรคาดหวังให้เด็กอ่านและเขียนได้เหมือนผู้ใหญ่

            - การคาดคะเน ควรให้เด็กมีโอกาสที่จะทดลองกับภาษา และมีโอกาสคิดประดิษฐ์สัญลักษณ์และคิดสะกดเพื่อการเขียน

            - การให้ข้อมูลย้อนกลับ ควรตอบสนองความพยายามในการใช้ภาษาของเด็กในทางบวก ยอมรับการอ่านและการเขียนของเด็กว่าเป็นสิ่งที่มีความหมายแม้ว่ายังไม่ถูกต้องสมบูรณ์

            - การยอมรับนับถือ ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก ว่าเด็กเรียนรู้การอ่านและเขียนอย่างแตกต่างกัน ตามช่วงเวลา และอัตราที่แตกต่างกัน

            - การสร้างความรู้สึกเชื่อมั่น ส่งเสริมให้เด็กรู้สึกปลอดภัยที่จะคาดคะเนในการอ่านหรือเขียน แม้ว่าไม่เคยอ่านหรือเขียนมาก่อน ครูต้องทำให้เด็กไม่กลัวที่จะขอความช่วยเหลือด้านการอ่านและเขียนเมื่อจำเป็น และไม่ถูกตราหน้าว่าไม่มีความสามารถในการอ่านและเขียน

ซึ่งจากหลักการสำคัญขั้นตอนนี้  เราสามารถประยุกต์เป็นแนวทางในการสอนภาษาแบบองค์รวมอย่างเหมาะสมได้ดังนี้

1. บรรยากาศของห้องเรียนสอนภาษาแบบองค์รวม

ห้องเรียนที่สอนภาษาแบบองค์รวมนั้น จะทำหน้าที่เป็นสถานที่จำลองให้เด็กเรียนรู้ทางภาษาด้วยตัวเอง โดยจะมีการจัดมุมประสบการณ์ที่สามารถส่งเสริมทางภาษาได้ไว้ในชั้นเรียน เช่น มุมห้องสมุด  มุมบทบาทสมมุติ   หรือมุมบล็อก เป็นต้น มีการติดป้ายชื่อสัญลักษณ์บ่งบอกแต่ละมุมประสบการณ์อย่างชัดเจน นอกจากนี้สื่อและอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในห้องจะมีการทำป้ายชื่อสัญลักษณ์ทั้งหมด เพื่อให้เด็กได้เชื่อมโยงสิ่งต่างๆกับคำที่ปรากฎ

2. รูปแบบการสอนภาษาแบบองค์รวม

เน้นการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยครูผู้สอนจะต้องให้เด็กมีโอกาสเลือกปฏิบัติกิจกรรมด้วยตัวเอง โดยมีการจัดเตรียมกิจกรรมที่หลากหลาย และไม่จำกัดการเรียนรู้ของเด็กด้วยลำดับขั้นตอนหรือเวลา

3. ครูสอนภาษาแบบองค์รวม

ครูที่เน้นการสอนภาษาแบบองค์รวมจะต้องมีความอดทนและเข้าใจธรรมชาติในการเรียนรู้ภาษาของเด็ก เพราะการสอนภาษาแบบองค์รวมนั้น จำเป็นต้องใช้เวลาในการส่งเสริมที่นานกว่าการสอนภาษาตามปกติ ถึงแม้ว่าเด็กที่ได้รับการสอนภาษาแบบองค์รวมจะเขียนได้ช้ากว่า แต่จะพัฒนาและมีทักษะความรู้ที่มั่นคงกว่าในอนาคต นอกจากนี้ในการสอนภาษาแบบองค์รวมจะเน้นให้เด็กสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจในทักษะทางภาษาด้วยตนเอง ครูจึงต้องเป็นผู้ทำหน้าที่แนะนำและสนับสนุนมากกว่าที่จะเป็นผู้ควบคุม ส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออก ชมเชยและให้กำลังใจต่อการแสดงออกของเด็กอย่างเหมาะสม

4. การส่งเสริมทักษะการฟัง

ตามแนวทางการสอนภาษาแบบองค์รวม ครูสามารถส่งเสริมการฟังให้เด็ก โดยการเล่านิทาน อ่านบทคล้องจองหรือร้องเพลงที่สื่อความหมายถึงสิ่งที่กล่าวถึงได้อย่างชัดเจน มีการใช้ภาษาที่ถูกต้องเหมาะสมกับวัย เพื่อให้เด็กสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่ได้ฟังกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ถูกต้อง

5. การส่งเสริมทักษะการพูดและการอ่าน

การส่งเสริมทักษะการพูดและการอ่าน ตามแนวคิดนี้ จะเน้นให้เด็กแสดงออกโดยการตอบคำถามของครู หรือพูดถึงสิ่งที่ตัวเด็กพบเจอ เช่น ให้เด็กออกมาเล่าถึงนิทานที่ได้อ่าน หรือเล่าถึงกิจกรรมที่ทำช่วงสุดสัปดาห์ โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องตรงกับสิ่งที่กำหนดหรือตั้งอยู่ในความถูกต้อง เพราะเป้าหมายคือเน้นให้เด็กกล้าที่จะแสดงออกและเชื่อมโยงความคิดและจินตนาการออกมาเป็นคำพูดได้

6. การส่งเสริมทักษะการเขียน

ครูสามารถส่งเสริมทักษะการเขียนตามแนวคิดนี้ โดยอาจให้เด็กวาดรูปตามที่คุณครูบอก เพื่อเชื่อมโยงภาพกับคำ ซึ่งเป็นพื้นฐานของพัฒนาการการเขียนของเด็ก อาจมีการสะกดคำง่าย ๆ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การฟัง การพูดและการอ่าน โดยเรียนรู้ที่ตัวคำ ไม่ใช่การท่องจำเป็นหลัก ซึ่งพื้นฐานการเขียนของการสอนภาษาแบบองค์รวมนั้น จะเป็นการเขียนเชิงสัญลักษณ์คือเด็กจะคิดค้นสัญลักษณ์แทนสิ่งที่เขาต้องการสื่อ จึงเป็นเหตุผลว่าเด็กในระดับปฐมวัยที่ใช้แนวการสอนนี้จะยังเขียนหนังสือได้ไม่เป็นตัว แต่จะพัฒนาดีขึ้นในอนาคต

7. การสนับสนุนของผู้ปกครอง

ผู้ปกครองสามารถส่งเสริมทักษะทางภาษาให้เด็กได้โดยการพูดคุยสอบถามเรื่องราวต่าง ๆ กับเด็ก เล่านิทานให้ฟัง หรือชี้ชวนเด็ก ๆ อ่านคำต่าง ๆ ที่ปรากฎในที่ต่าง ๆ